สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)


มาตรฐานชีวิตของชาวพุทธ

มาตรฐานชีวิตของชาวพุทธ

มาตรฐานชีวิตของชาวพุทธ
โดย.. พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต)

มาตรฐานชีวิตของชาวพุทธ สรุปตามพุทธพจน์ได้ ดังนี้

พื้นฐานชีวิต


การจัดระเบียบชีวิตและระบบความสัมพันธ์ในสังคมให้เป็นพื้นฐานที่มั่นคง ด้วยวินัยของคฤหัสถ์ ดังนี้

กฎ ๑ เว้นชั่ว ๑๔ ประการ

ก. เว้นกรรมกิเลส (กรรมที่ทำให้มัวหมอง) ๔ คือ
               ๑) ปาณาติบาต ทำร้ายร่างกายทำลายชีวิต
               ๒) อทินนาทาน ลักทรัพย์ละเมิดกรรมสิทธิ์
               ๓) กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดทางเพศ
               ๔) มุสาวาท พูดเท็จโกหกหลอกลวง

ข. เว้นอคติ (ความลำเอียง/ประพฤติคลาดธรรม) ๔ คือ
               ๑) ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะชอบ
               ๒) โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง
               ๓) ภยาคติ ลำเอียงเพราะขลาด
               ๔) โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา

ค. เว้นอบายมุข (ช่องทางเสื่อมทรัพย์อับชีวิต) ๖ คือ
               ๑) ติดสุรายาเมา
               ๒) เอาแต่เที่ยวกลางคืน
               ๓) จ้องจะดูการเล่น
               ๔) ไม่เว้นการพนัน
               ๕) มั่วสุมมิตรชั่ว
                ๖) มัวแต่เกียจคร้าน

กฎ ๒ เตรียมทุนชีวิต ๒ ด้าน


ก. เลือกสรรเสวนาคน เพื่อนำชีวิตไปในทางแห่งความรุ่งเรืองและสร้างสรรค์ โดยหลีกเว้นมิตรเทียม คบหาแต่มิตรแท้ คือ


    ก) รู้ทันมิตรเทียม หรือ ศัตรูผู้มาในร่างมิตร(มิตรปฏิรูป) ๔ ประเภท
        
         ๑. คนปอกลอก มีแต่ขนเอาของเพื่อนไป มีลักษณะ ๔
                ๑) คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
                ๒) ยอมเสียน้อย โดยหวังจะเอาให้มาก
                ๓) ตัวมีภัย จึงมาช่วยทำกิจของเพื่อน
                ๔) คบเพื่อน เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์

          ๒. คนดีแต่พูด มีลักษณะ ๔
                ๑) ดีแต่ยกของหมดแล้วมาปราศรัย
                ๒) ดีแต่อ้างของยังไม่มีมาปราศรัย
                ๓) สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้
                ๔) เมื่อเพื่อนมีกิจ อ้างแต่เหตุขัดข้อง

          ๓. คนหัวประจบ มีลักษณะ ๔
                 ๑) จะทำชั่วก็เออออ
                 ๒) จะทำดีก็เออออ
                 ๓) ต่อหน้าสรรเสริญ
                 ๔) ลับหลังนินทา
        
           ๔. คนชวนฉิบหาย มีลักษณะ ๔
                ๑) คอยเป็นเพื่อนดื่มน้ำเมา
                ๒) คอยเป็นเพื่อนเที่ยวกลางคืน
                ๓) คอยเป็นเพื่อนเที่ยวดูการเล่น
                ๔) คอยเป็นเพื่อนไปเล่นการพนัน
 
  ข) รู้ถึงมิตรแท้ หรือ มิตรด้วยใจจริง(สุหทมิตร) ๔ ประเภท
          ๑. มิตรอุปการะ มีลักษณะ ๔
                ๑) เพื่อนประมาท ช่วยรักษาเพื่อน
                ๒) เพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สินของเพื่อน
                ๓) เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
                ๔) มีกิจจำเป็น ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก
 
           ๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มีลักษณะ ๔
                 ๑) บอกความลับแก่เพื่อน
                 ๒) รักษาความลับของเพื่อน
                 ๓) มีภัยอันตรายไม่ละทิ้ง
                 ๔) แม้ชีวิตก็สละให้ได้

            ๓. มิตรแนะนำประโยชน์ มีลักษณะ ๔
                 ๑) จะทำชั่วเสียหาย คอยห้ามปรามไว้
                 ๒) แนะนำสนับสนุนให้ตั้งอยู่ในความดี
                 ๓) ให้ได้ฟังได้รู้สิ่งที่ไม่เคยได้รู้ได้ฟัง
                 ๔) บอกทางสุขทางสวรรค์ให้

            ๔. มิตรมีใจรัก มีลักษณะ ๔
                  ๑) เพื่อนมีทุกข์ พลอยไม่สบายใจ (ทุกข์ ทุกข์ด้วย)
                  ๒) เพื่อนมีสุข พลอยแช่มชื่นยินดี (สุข สุขด้วย)
                   ๓) เขาติเตียนเพื่อน ช่วยยับยั้งแก้ให้
                   ๔) เขาสรรเสริญเพื่อน ช่วยพูดเสริมสนับสนุน

ข. จัดสรรทุนทรัพย์ คือ ขยันหมั่นหาหมั่นทำหมั่นเก็บออมโดยธรรม ให้ทรัพย์เพิ่มพูน ดุจผึ้งสร้างรังหรือตัวปลวกก่อจอมปลวก และวางแผนการใช้จ่าย ดังนี้
                 ๐ หนึ่งส่วน เลี้ยงตัว ครอบครัว คนเกี่ยวข้อง และทำความดี
                 ๐ สองส่วน ลงทุนทำกิจการงาน
                 ๐ หนึ่งส่วน เก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น

กฎ ๓ รักษาความสัมพันธ์ ๖ ทิศ


ก. ไหว้ทิศรอบตัว โดยปฏิบัติหน้าที่ต่อบุคคลที่สัมพันธ์กับตนให้ถูกต้องตามฐานะทั้ง ๖ คือ

ทิศที่ ๑ ในฐานะที่เป็นบุตรธิดา พึงเคารพบิดามารดา ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องหน้า ดังนี้

       ๑. ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
       ๒. ช่วยทำกิจธุระการงานของทาน
       ๓. ดำรงวงศสกุล
       ๔. ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท
       ๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน

บิดามารดาอนุเคราะห์บุตรธิดา ตามหลักปฏิบัติดังนี้
       ๑. ห้ามปรามป้องกันจากความชั่ว
       ๒. ดูแลฝึกอบรมให้ตั้งอยู่ในความดี
       ๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา
       ๔. เป็นธุระในเรื่องจะมีคู่ครองที่สมควร
      ๕. มอบทรัพย์สมบัติให้เมื่อถึงโอกาส

ทิศที่ ๒ ในฐานะที่เป็นศิษย์ พึงแสดงความเคารพนับถืออาจารย์ ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องขวา ดังนี้
       ๑. ลุกต้อนรับ แสดงความเคารพ
       ๒. เข้าไปหา เพื่อบำรุง รับใช้ ปรึกษา ซักถาม รับคำแนะนำ เป็นต้น
       ๓. ฟังด้วยดี ฟังเป็น รู้จักฟังให้เกิดปัญญา
       ๔. ปรนนิบัติ ช่วยบริการ
       ๕. เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ เอาจริงเอาจังถือเป็นกิจสำคัญ

อาจารย์อนุเคราะห์ศิษย์ ตามหลักปฏิบัติดังนี้
       ๑. แนะนำฝึกอบรมให้เป็นคนดี
       ๒. สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
       ๓. สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง
       ๔. ส่งเสริมยกย่องความดีงามความสามารถให้ปรากฏ
       ๕. สร้างเครื่องคุ้มภัยในสารทิศ คือ สอนฝึกศิษย์ให้ใช้วิชาเลี้ยงชีพได้จริงและรู้จักดำรงตนด้วยดี ที่จะเป็นประกัน ให้ดำเนินชีวิต ดีงามโดยสวัสดี มีความสุขความเจริญ

ทิศที่ ๓ ในฐานะที่เป็นสามี พึงให้เกียรติบำรุงภรรยา ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องหลัง ดังนี้
       ๑. ยกย่องให้เกียรติสมฐานะที่เป็นภรรยา
       ๒. ไม่ดูหมิ่น
       ๓. ไม่นอกใจ
       ๔. มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้าน
       ๕. หาเครื่องแต่งตัวมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส

ภรรยาอนุเคราะห์สามี ตามหลักปฏิบัติ ดังนี้
       ๑. จัดงานบ้านให้เรียบร้อย
       ๒. สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
       ๓. ไม่นอกใจ
       ๔. รักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้
       ๕. ขยัน ช่างจัดช่างทำ เอางานทุกอย่าง

ทิศที่ ๔ ในฐานะที่เป็นมิตรสหาย พึงปฏิบัติต่อมิตรสหาย ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องซ้าย ดังนี้
        ๑. เผื่อแผ่แบ่งปน
        ๒.พูดจามีน้ำใจ
        ๓. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
        ๔. มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย
        ๕. ซื่อสัตย์จริงใจ

มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ตามหลักปฏิบัติดังนี้
        ๑. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาป่องกัน
        ๒. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน
        ๓. ในคราวมีภัย เป็นที่พึ่งได้
        ๔. ไม่ละทิ้งในยามทุกข์ยาก
        ๕. นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของมิตร

ทิศที่ ๕ ในฐานะที่เป็นนายจาง พึงบำรุงคนรับใช้และคนงาน ผู้เปรียบเสมือนทิศเบื้องล่าง ดังนี้
        ๑. จัดงานให้ทำตามความเหมาะสมกับกำลัง เพศ วัย ความสามารถ
        ๒. ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความเป็นอยู่
        ๓. จัดสวัสดิการดี มีช่วยรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ เป็นต้น
        ๔. มีอะไรได้พิเศษมา ก็แบ่งปันให้
        ๕. ให้มีวันหยุด และพักผ่อนหย่อนใจ ตามโอกาสอันควร

คนรับใช้และคนงาน แสดงน้ำใจต่อนาย ดังนี้
        ๑. เริ่มทำงานก่อน
        ๒. เลิกงานทีหลัง
        ๓. เอาแต่ของที่นายให้
        ๔. ทำการงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น
        ๕. นำความดีของนายงานและกิจการไปเผยแพร่

ทิศที่ ๖ ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน พึงแสดงความเคารพนับถือต่อพระสงฆ์ ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องบน ดังนี้
        ๑. จะทำสิ่งใด ก็ทำด้วยเมตตา
        ๒. จะพูดสิ่งใด ก็พูดด้วยเมตตา
        ๓. จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา
        ๔. ต้อนรับด้วยความเต็มใจ
        ๕. อุปถัมภ์ด้วยปัจจัย ๔

พระสงฆ์อนุเคราะห์คฤหัสถ์ ตามหลักปฏิบัติดังนี้
        ๑. ห้ามปรามสอนให้เว้นจากความชั่ว
        ๒. แนะนำสั่งสอนให้ตั้งอยู่ในความดี
        ๓. อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี
        ๔. ให้ได้ฟังได้รู้สิ่งที่ยังไม่เคยรู้ไม่เคยฟัง
        ๕. ชี้แจงอธิบายทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
        ๖. บอกทางสวรรค์ สอนวิธีดำเนินชีวิตให้ประสบความสุขความเจริญ

ข. ช่วยเหลือทั่วทุกคน โดยร่วมสร้างสรรค์ประสานสังคมให้ดีงามสามัคคีมีเอกภาพ ตามหลักสังคหวัตถุ ๔ คือ
       ๑) ทาน เผื่อแผ่แบ่งปัน (ช่วยด้วยเงินด้วยของ)
       ๒) ปิยวาจา พูดอย่างรักกัน (ช่วยด้วยถ้อยคำ)
       ๓) อัตถจริยา ทำประโยชน์แก่เขา (ช่วยด้วยกำลังแรงงาน)
       ๔) สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน (ช่วยด้วยร่วมสร้างสรรค์และแก้ปัญหา)

หมวดสอง จุดหมายชีวิต
ดำเนินชีวิตให้บรรลุ อัตถะ คือประโยชน์ที่เป็นจุดหมายของชีวิต ๓ ขั้น ดังนี้

ขั้นที่ ๑ ทิฏฐธัมมิกัตถะ จุดหมายขั้นตาเห็น หรือ ประโยชน์ปัจจุบัน
        ก) มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ไร้โรค งามสง่า อายุยืน
        ข) มีเงินมีงาน มีอาชีพสุจริต พึ่งตนได้ทางเศรษฐกิจ
        ค) มีสถานภาพดี เป็นที่ยอมรับนับถือในสังคม
        ง) มีครอบครัวผาสุก ทำวงศ์ตระกูลให้เป็นที่นับถือทั้งหมดนี้ พึงให้เกิดมีโดยธรรม และใช้หรือปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สุขโดยชอบ ทั้งแก่ตนและผู้อื่น

ขั้นที่ ๒ สัมปรายิกัตถะ จุดหมายขั้นเลยตาเห็น หรือ ประโยชน์เบื้องหน้า
       ก) ความอบอุ่นซาบซึ้งสุขใจ ด้วยศรัทธา มีหลักใจ
       ข) ความภูมิใจ ในชีวิตสะอาด ที่ได้ประพฤติแต่การสุจริต
       ค) ความอิ่มใจ ในชีวิตมีคุณค่า ที่ได้เสียสละทำประโยชน์
       ง) ความแกล้วกล้ามั่นใจ ที่มีปัญญาแก้ปัญหานำชีวิตได้
       จ) ความโล่งจิตมั่นใจ ว่าได้ทำกรรมดี มีทุนประกันภพใหม่

ขั้นที่ ๓ ปรมัตถะ จุดหมายสูงสุด หรือ ประโยชน์อย่างยิ่ง
       ก) ไม่หวั่นไหวไปตามความผันผวนปรวนแปรต่างๆ
       ข) ไม่ผิดหวังเศร้าบีบคั้นจิตเพราะความยึดติดถือมั่น
       ค) ปลอดโปร่ง สงบ ผ่องใส สดชื่น เบิกบานใจตลอดเวลา
       ง) เป็นอยู่และทำการด้วยปัญญาซึ่งมองที่เหตุปัจจัย


ถ้าบรรลุจุดหมายชีวิตถึงขั้นที่ ๒ ขึ้นไป เรียกว่าเป็น "บัณฑิต"

จุดหมาย หรือประโยชน์ ๓ ขั้นนี้ แยกเป็น ๓ ด้าน

ด้านที่ ๑ อัตตัตถะ จุดหมายเพื่อตน หรือ ประโยชน์ตน คือ ประโยชน์ ๓ ขั้นข้างต้น ซึ่งพึงทำให้เกิดขึ้น แก่ตนเอง หรือพัฒนาชีวิตของตนให้ลุถึง

ด้านที่ ๒ ปรัตถะ จุดหมายเพื่อผู้อื่น หรือ ประโยชน์ผู้อื่น คือ ประโยชน์ ๓ ขั้นข้างต้น ซึ่งพึงช่วยเหลือให้ผู้อื่น หรือเพื่อนมนุษย์ได้บรรลุถึง ด้วยการชักนำสนับสนุนให้เขาพัฒนาชีวิตของเขาเองขึ้นไปจนเข้าถึงตามลำดับ

ด้านที่ ๓ อุภยัตถะ จุดหมายร่วมกัน หรือ ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ ประโยชน์สุขและความดีงามร่วมกันของ ชุมชนหรือสังคม รวมทั้งภาวะและ ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ซึ่งพึงช่วยกันสร้างสรรค์บำรุงรักษา เพื่อเกื้อหนุนให้ทั้งตน และผู้อื่นก้าวไปสู่จุดหมาย ๓ ขั้นข้างต้น
 
ที่มา: http://www.snr.ac.th/sakyaputto/standard.htm

 

view