สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)



๒๑ ธ.ค.๒๕๕๗
ที่หมาย แม้จะไกลแสนไกล
เมื่อเดิน ย่อมได้ระยะทาง
จงรีบเร่ง อย่างช้าๆ
อย่าปล่อย เวลาให้หมดไป

(จงรีบเร่งอย่างช้าๆ อย่าปล่อยเวลาให้หมดไป หมายถึง ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ร้อนรนกระวนกระวาย)

๑ เม.ย.๒๕๕๖

เหนื่อยนักพักเสียบ้างจะเป็นไร
หนทางชีวิตยังอีกยาวไกล จะรีบไปไหน
ถึงแล้วจะไปไหนต่อล่ะ มันก็มีทางไปของมันเรื่อยๆ
จงสบายระหว่างเดินทาง อย่ามัวไปคิดว่า ถึงแล้วจะสบาย
จะได้สุขสบายตลอดไป

๓๑ ต.ค.๒๕๕๖
"พุทธะ"
ร่างกายเรานั้นเป็นของโลก ยืมเขามาใช้ชั่วครู่ เดี๋ยวก็ต้องส่งคืนเขา
อะไรที่หาใส่เข้าร่างกาย เดี๋ยวก็คืนออกมาหมด
คืนครั้งใหญ่ทีเดียวครบหมดเลย ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ
มองให้เข้าใจ ให้คลายออก จะได้เบาลง
ใจก็เช่นกัน จะนึกคิดประการใด ก็ทนอยู่ได้ไม่นาน มันเป็นอยู่อย่างนั้น
แต่เราไม่เข้าใจ ไม่เท่าทัน พานึกพาคิด เป็นไปตามกระแสอารมณ์
ทั้งที่สิ่งทั้งหลาย มันก็ดับไปแล้ว แต่เราไม่ดับ
เราก็เลยวุ่นอยู่ เลยมีคำว่า วุ่นวายหนอ
จงไปหาที่ไม่วุ่นวาย ที่ๆใจไม่ได้เป็นอะไร
นั่นแหละ "พุทธะ"


๒๕ ส.ค.๒๕๕๘
เสียของ...อย่าเสียใจ...
เสียอะไร...อย่าใจเสีย...
เสียแล้วก็เสียไป...ไม่เสียใจกับของเสีย ...
ของเสียไม่เป็นไร...ถึงอย่างไรใจไม่เสีย


๑๗ พ.ย.๒๕๕๗
"เมื่อไร ที่ไหน ไม่รู้"
เราไม่รู้ว่าลมหายใจของเรา จะหมดลงเมื่อไรและที่ไหน...
เรารู้ว่าเรามาแล้ว...อยู่จนถึงเวลานี้...อยู่ตรงนี้...
รู้ว่าอีกไม่นาน เวลาก็จะหมดลง...ที่นี่ก็อยู่ได้ไม่นาน...
อาศัยเขาแค่ชั่วคราว...ผู้ไม่ประมาท ย่อมสำรวมระวังจิต...
เฝ้ารักษาใจให้สงบระงับเป็นนิจ...เจริญกุศล ละอกุศล...
มีจิตอันตื่นอยู่ รู้อยู่ในปัจจุบันอารมณ์...ไม่อาลัยอาวรณ์พิลี้พิไล...
อาศัยธรรมเป็นเครื่องอยู่...มารย่อมลำบากที่จะวุ่นวายกับเรา...
ขอธรรมจงรักษาทุกท่าน

๓๑ ส.ค.๒๕๕๘
ก็ยังต้องหายใจ ยังต้องเคลื่อนไหวกาย ยังต้องนึกคิด ต้องบริหารชีวิต นั่นแหละงาน
นั่นแหละสิ่งที่ต้องนำมาปฏิบัติให้เป็นธรรม ดังนั้นทุกอย่างในโลกเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติให้เป็นธรรม
ธรรมจึงเป็นธรรมชาติ ธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย


๓๐ ต.ค.๒๕๕๘

เช้าตื่นมายังจิตให้ผ่องใส...เห็นสิ่งใดฟังสิ่งใดจงตรองหนา...
ทุกๆสิ่งที่ผกผันผ่านเข้ามา...จงจำว่ารู้จักแล้วพึงปล่อยวาง

๑๑ ก.พ.๒๕๕๗

ความสงบของใจ เป็นผลของจิตที่ตั้งมั่น
จิตจะตั้งมั่น ต้องระลึกรู้
การระลึกรู้ ต้องอาศัยความรู้ทั่วพร้อม
ถึงจะเกิดทัศนะในธรรม พูดง่ายๆก็คือ
ความสงบ เป็นผลของสมาธิ สมาธิเกิดจากสติ
สติที่ประกอบด้วย สัมปชัญญะ
ย่อมนำพาให้เห็นภาวะธรรม

๒๑ ธ.ค.๒๕๕๖
ชีวิตมนุษย์นั้น ย่อมเดินไปตามทาง ที่เห็นอยู่
แต่น้อยคนนัก ที่จะเรียนรู้ ที่สุดของทางเดินชีวิต
ผู้มีปัญญา ย่อมเปิดทาง ที่ปิดอยู่
ย่อมดำเนินชีวิต อย่างมีคุณค่า


๑๓ ธ.ค.๒๕๕๖
สิ่งที่รักษายากที่สุด คือ ใจตัวเอง
ถ้ารักษาได้แล้ว ตัวเองก็จะพบกับความสุข
แต่ที่เป็นทุกข์กันอยู่ เพราะมัวแต่ไปรักษาของภายนอก
อันธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย ย่อมเป็นไปตามสภาพที่มันจะเป็น
จงกลับมารักษาใจตัวเอง ชื่อว่า "รักตน"

๑๕ ธ.ค.๒๕๕๖
อารมณ์ ความคิด ความจำ
ความรู้สึกทั้งหลาย ที่ปรากฏขึ้น แล้วมันเป็นเช่นไร
เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปเปลี่ยนมัน
มันจะเปลี่ยน เพราะความรู้
เปลี่ยนความเห็น จากเห็นผิด เป็นเห็นถูก
เห็นว่า ทั้งหลายที่รู้นั้น เป็นอนิจจัง
(ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ไม่คงที่)
เป็นทุกข์ (สภาพที่มัน ทนอยู่ไม่ได้)
เป็นอนัตตา (ธรรมชาติทั้งหลายนั้น หาใช่ตัวตนที่แท้จริง)
เมื่อเห็นถูกแล้ว ความเห็นนี่แหละ จะทำให้อารมณ์
ความคิด ความจำ ความรู้สึกทั้งหลาย เป็นธรรม
เมื่อนั้น ธรรมย่อมรักษา จิตย่อมสละ ความยึดครอง
วางของหนัก ว่างจากเครื่องร้อยรัด ทั้งหลาย

๓ มิ.ย.๒๕๕๖

พาพระ เณร ศิษย์วัด เก็บกวาดบริเวณที่ก่อสร้างมณฑป
ปล่อยไว้นานก็รกมาก เหมือนใจคน
ถ้าไม่ดูแล เรื่องรกใจ มันก็เยอะ
ถึงเวลา จะให้มันเบาใจ มันก็ยาก
ภาวนาก็ลำบาก ต้องหมั่นดูแลใจ ให้ว่างเสมอๆ



๒๑ ธ.ค.๒๕๕๗
ชีวิตที่พอดี
ย่อมตั้งอยู่ได้
๑๗ มี.ค.๒๕๕๗
ศีล คือ อะไร ? รักษาที่ไหน ระวังกาย ระวังวาจา จริงๆแล้ว ต้องรักษาที่ใจ
ใจไม่สั่ง มันก็ไม่พูด ไม่ทำ ศีลก็ไม่ด่างพร้อย ตอนภาวนาอยู่ ศีลก็บริสุทธิ์
ภาวนาดูลม ดูกาย ดูใจ มันก็รู้อยู่ว่า จะทำอะไร ก็เลือกทำเอา
สติเป็นผู้กำกับ ความเห็นเป็นเรื่องที่แสดง เมื่อความเห็นตรง สติมั่นคง
ทางดำเนินก็ไปสู่ ทางสว่างนั่นเอง ลองทำดูน๊ะ เมื่อได้ลองเฝ้าดูตัวเองมาก
จะได้เห็นเรื่อง ของตัวเอง มากกว่า เรื่องนอกตัว
(ธรรมรักษา)


๑๕ ธ.ค.๒๕๕๘
กัมมัสสะโกมหิ
กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ
กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระโณ

เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของๆตน,
มีกรรมเป็นผู้ให้ผล,
มีกรรมเป็นแดนเกิด,
มีกรรมเป็นผู้ติดตาม,
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
(หมายเหตุ อ้างอิงข้อความข้างต้นจากหนังสือสวดมนต์วัดป่ามะไฟ)
๓ ก.พ.๒๕๕๗
"เรื่องของความอยาก"
ทุกคนมีความอยาก จึงรู้สึกว่าถ้าได้สนองความอยากแล้ว
จะมีความสุข เมื่อพิจารณา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ก็จะเห็นว่า ความอยากของเรา มันไม่ยอมหยุดซักที
เราก็เลยต้องดิ้นรน สนองความอยากมาตลอด
แล้วเราก็ต้องทุกข์ ที่ต้องหวงและห่วง สิ่งที่ได้มา
ทุกข์ที่มันต้องจากเราไป เราจึงต้องทำความรู้จัก
ความอยาก รู้จักที่อยู่ของใจตัวเอง ความรู้เหล่านี้
ต้องอาศัยทั้งสติ สมาธิ และปัญญา เป็นเครื่องมือ
แต่ผู้ลงมือใช้ เครื่องมือนั้นคือ เรา นั่นเอง


๑๗ มี.ค.๒๕๕๗ (ตอน ๑/๒)
การบวชนั้น ถึงเวลา ก็เป็นไปเอ
แต่ที่แน่ๆ ทำตรงที่เรามีโอกาส นี่แหละ
ค่อยๆฝึกเฝ้าดู ใจตัวเอง เมื่อดูบ่อยๆก็จะชิน
จะได้มี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองใจเรา
เริ่มจาก คอยเฝ้าดูตัวเอง จากความรู้สึกทางกาย
เราอยู่กับร่างกายทั้งวัน ถ้าเรามัวแต่จะไปฝึก
เฉพาะตอนนั่ง คงไม่ทันการณ์ มีโอกาสก็นั่งดูลม
เวลาอื่นก็ดูกายไป ที่จริงแล้ว มันก็ตัวเดียวกันทั้งหมด
เป็นเพียงความรู้สึก ให้เรากำหน
เมื่อทำได้ดีแล้ว ก็จะรวมลงที่ใจ ทั้งหมดเอง
จะพุทโธ ยุบหนอพองหนอ สัมมาอรหัง ก็ดีทั้งนั้
อย่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เหมือนเลื่อยไม้ ยังไม่ทันขาด
ก็ไปคว้าไม้อันใหม่ มาเลื่อยอีกแล้ว

๑๗ มี.ค.๒๕๕๗ (ตอน ๒/๒)
ต้องเข้าใจโครงสร้างก่อน ว่าทำไปทำไม ทำตรงไหน แล้วมันเกี่ยวอะไร
อย่าให้ศรัทธา ออกรบเพียงลำพัง ต้องมีปัญญา ช่วยรบด้วย จะได้เขยิบแนวรบ ขึ้นไปได้
มันเหมือน เรามีแก้วใบหนึ่ง แล้วเราก็ เติมน้ำลงไป หยิบแก้วมาดู ก็เห็นน้ำ
แต่ถ้าเรา เขยิบแก้วไปไกลๆ เราก็ชักไม่แน่ใจว่า มีน้ำในแก้วหรือเปล่า
เราก็เติมสีลงไป เอาว่าสีแดงก็แล้วกัน ถามว่าเราเห็นน้ำได้ชัดไหม ?
ถามต่อไปว่า ที่เราเห็นน่ะ เห็นน้ำหรือสีแดง เราเห็นสีแดงที่อยู่ในน้ำ แต่สีแดงไม่ใช่น้ำ
แต่ก็ทำให้เรารู้ว่า มีน้ำอยู่ในแก้ว การภาวนา ก็เช่นกัน จะพุทโธ ยุบหนอพองหนอ
หรืออะไรก็ตาม ก็เป็นเพียงอุบาย ในการเจริญสติ เมื่อสติ มีกำลังมากขึ้น ก็ไม่ต้องใช้อุบาย
คำภาวนา ก็จะถูกละไปเอง คงเฝ้าดูแต่ ลมหายใจ ซึ่งเป็นความรู้สึกทางกาย
เหมือนความรู้สึกส่วนอื่นๆของร่างกาย เมื่อเราเพียร เจริญสติอยู่เนืองๆ
ความรู้สึกทางกาย รวมทั้งลมหายใจ ก็ค่อยจางไป เหลือแต่รู้อยู่ นั่นแหละจิต เป็นผู้รู้อยู่ภายใน



๒๑ ธ.ค.๒๕๕๗
มารย่อมไม่เห็น
ผู้มีจิตอันสงบอยู่

๑๘ ธ.ค.๒๕๕๗
ถ้าหนักมาก ก็วางลงซ๊ะ


"วังวน"
๑๒ พ.ย.๒๕๕๘
มีทั้งหมด ๓ ตอน ( ตอน ๑/๓)
มนุษย์เรานั้นน่าสงสาร...
ในวันหนึ่งตื่นเช้ามาก็ต้องหาให้เขากิน...
หาให้เขาเก็บ...หาให้ตามที่เขาอยาก...
แล้วก็หมดเวลาไปวันหนึ่ง..และก็เป็นอย่างนี้ทุกวัน...
นึกคิดไปตามอุปนิสัยที่สั่งสมไว้...
เคยชินอย่างไรก็ประพฤติอยู่เช่นนั้น...
วนเวียนเช่นนี้เหมือนอยู่ในวังวน...


"วังวน"
๑๒ พ.ย.๒๕๕๘
มีทั้งหมด ๓ ตอน ( ตอน ๒/๓)
จนพานพบแสงแห่งธรรม...
ชี้นำตนให้เริ่มประพฤติปฏิบัติ...
มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น...
รู้จักมองตนด้วยอาศัยสติ...
รู้นึกรู้คิดว่าเป็นอนิจจัง...เห็นทุกขังอยู่เป็นนิจ...
พินิจสิ่งทั้งหลายด้วยความเป็นอนัตตา...



"วังวน"
๑๒ พ.ย.๒๕๕๘
มีทั้งหมด ๓ ตอน ( ตอน ๓/๓)
นำพาตนดำเนินชีวิตด้วยความรู้จักตน...
รู้ว่าเรานั้นอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน...
รู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่จีรัง...ยังจิตให้สงบร่มเย็น...
คิดทำพูดประกอบด้วยเมตตา...
เมื่อวันเวลาจริงมาถึงจักได้พร้อมที่จะไป...
ไปแล้วกลับจักได้มีหลักธรรมนำพา...
ไปแล้วไม่กลับ ก็ขออนุโมทนาแก่ทุกท่านเทอญ


๙ ต.ค.๒๕๕๘
มีญาติโยมโทรมาเรียนปรึกษาเรื่องความเจ็บป่วยของร่างกายกับพระอาจารย์

พอจ.(พระอาจารย์) : แล้วมีวิธีอื่นรักษาไหม?

โยม : ตอนนี้โยมกินยาสมุนไพร กินแล้วรู้สึกดีขึ้น

พอจ. : ดีแล้ว รักษาไปตามเหตุปัจจัย มันหายก็ดี มันไม่หายก็ตาย
เพราะยังไงมันก็ต้องตาย อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็ว
เราเตรียมตัวอยู่ก็ถือว่าไม่ประมาท

โยม : ที่โทรมารบกวนก็ต้องการกำลังใจอย่างนี้แหละค่ะ

พอจ : โยมอย่าคิดไปข้างหน้ามาก เอาตรงนี้แหละ
ใจอยู่ตรงนี้อย่างนี้ มันสบายก็รู้จัก มันทรมานก็รู้จัก
รู้ว่ามันเป็นของมันอย่างนั้น สุดท้ายไม่ว่าใคร มันก็เจ็บ มันก็ตายด้วยกันทั้งนั้น ต่างเพียงแต่ละท่าน รักษาใจของตัวเองได้ไหม รับความพลัดพรากได้ไหม ต้องเตรียมตัวทิ้งมันก่อน เพราะไม่นานมันก็ต้องทิ้งเรา ทั้งกายนี้ ทั้งทุกอย่างในโลก เตรียมใจให้ดี

โยม : ขอบพระคุณท่านมากค่ะ โยมต้องการฟังอย่างนี้
เท่านี้โยมก็พอใจแล้ว สาธุค่ะท่าน

พอจ : ขอธรรมจงรักษา ถ้าพ้นวิบากก็ดีใจด้วย
ถ้าไม่พ้น ก็ปฎิบัติไปตามธรรมที่เป็นจริง ก็แล้วกัน สาธุ

๒๓ ม.ค.๒๕๕๘
ชีพสิ้นแล้วธาตุลมหลีกลี้ก่อน...
อีกธาตุร้อนคือไฟจากคลายหนี...
อาโปธาตุน้ำนั้นไม่รอรี...
ทิ้งธรณีธาตุนี้คืนโลกา

๑ เม.ย.๒๕๕๗

ทุกอย่างในโลกตั้งอยู่ได้ ด้วยอาศัยความพอดี
มันพอดีอย่างไรนั้น มีหลายแง่มุม แต่ผลก็คือมันตั้งอยู่ได้
การดำเนินชีวิตก็เช่นเดียวกัน หากจะมีชีวิตให้ทุกข์ร้อนน้อย
ก็ต้องอาศัยหลัก "สมชีวิตา" ใช้ชีวิตพอเพียงให้พอดีตามฐานานุรูป
หากแม้นปรารถนา เข้าสู่กระแสแห่งธรรมนั้น ก็จงเดินสู่ความพอดี
แห่งจิตตน อันพึงมี สติ สมาธิ ปัญญา 
ให้เป็นสหายซึ่งกันและกัน ไม่มากไม่น้อยจนเกินเหตุ

๑๘ ธ.ค.๒๕๕๗
จงชนะใจตน

๓๐ ต.ค.๒๕๕๘
วันวานผ่านแล้วไม่ย้อนมา...วันข้างหน้าจะอยู่ถึงมิรู้ได้...
แต่เดี๋ยวนี้ยังอยู่คู่กายใจ...ทำสิ่งใดจงทำเถิดให้เกิดบุญ


๒๑ ธ.ค.๒๕๕๗
อย่ามัวรอรับส่วนบุญจากผู้อื่น
พึงสร้างบุญกุศลเสียแต่วันนี้
โอกาสทั้งหลายนั้นยังพึงมี
ข้างหน้าอาจไม่มีสำหรับเรา
๑๐ พ.ย.๒๕๕๘
ดวงจะขึ้นดวงจะลงเรื่องของดวง...
แต่เหนือดวงคือเราไม่หวั่นไหว...
เรื่องจะดีหรือจะร้ายก็ว่าไป...
เราเข้าใจเรื่องทั้งหลายด้วยหลักธรรม

อันว่าเรื่องทั้งหลายในโลกนั้น...
อย่าสำคัญว่าจะอยู่มิรู้หาย...
เมื่อผ่านพ้นเหมือนพยับแดดมลาย...
เรื่องทั้งหลายคงทรงหลัก "อนิจจัง
๓ ธ.ค.๒๕๕๘
"ของเก่าเก็บ" ตอน ๑ (ทั้งหมด ๔ ตอน)
หลายท่านเมื่อตั้งจิตมุ่งสู่ความดี และตั้งตนอยู่ในสัมมาปฏิบัติ
แต่ใจก็ยังคิดร้ายมุ่งร้าย นึกคิดในสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับความดี
จนรู้สึกว่าใจนั้นเป็นบาป ก็เลยกังวลใจแอบเศร้าหมองอยู่ในใจตน
ราวกับว่าเราเป็นคนเลวคนชั่ว

๓ ธ.ค.๒๕๕๘
"ของเก่าเก็บ" ตอน ๒ (ทั้งหมด ๔ ตอน)
อันที่จริงแล้วที่นึกที่คิดนั้นไม่ใช่ของใหม่เลย
ไม่ว่าจะคิดดี คิดร้าย เป็นบุญ เป็นบาป
ก็ล้วนเคยคิดมาแล้วทั้งนั้น
ที่มันยังนึก ยังคิด ในทางแย่ ทางร้ายนั้น
ก็ล้วนมาจากสัญญาจำ เราไม่มีเจตนาจะคิด มันก็คิด
คิดจนกังวลจนเป็นทุกข์

๓ ธ.ค.๒๕๕๘
"ของเก่าเก็บ" ตอน ๓ (ทั้งหมด ๔ ตอน)
ให้เฝ้าดูใจ เจ้าของให้ดี
เห็นมันคิดร้าย คิดเลวผุดขึ้นมา ก็อย่าตามมัน
อย่าเก็บ มานึกคิดต่อ เหมือนคนเดินผ่านหน้าบ้าน
ผ่านไปผ่านมา แค่รู้แต่ไม่ร่วม จะได้ไม่ถูกชักถูกจูงไป
ให้เป็นตัวของตัวเอง อยู่ตรงนี้ อยู่กับปัจจุบัน

๓ ธ.ค.๒๕๕๘
"ของเก่าเก็บ" ตอน ๔ (ทั้งหมด ๔ ตอน)
เห็นว่ากระทบ กระทบแล้ว ก็รู้ รู้แล้ว ก็วาง
วางแล้ว ก็เบาสบาย ของเก่าเก็บ ก็น้อยลงจางคลายไป
จนไม่เหลืออะไร ที่คั่งค้างติดใจ
อยู่เป็นสุข ชั่วนิตย์นิรันดร์เทอญ
ก.ย.๒๕๕๘
อารมณ์กรรมฐาน คือ อารมณ์ที่ปรากฏขึ้นในขณะที่ปฏิบัติธรรมอยู่
อารมณ์สมถะกรรมฐาน จะปรากฏอาการตรึกตรองในสิ่งเดียว
สุข ปิติ สงบ จนจิตมั่นคงเป็นหนึ่งเดียว ไม่ซัดส่ายไปเป็นอื่นส่วน

อารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน นั้นเป็นภาวะการรู้การเห็นสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง ไม่ต้องสมมติ
เช่น เห็นรูป (สิ่งที่ปรากฏ) เห็นนาม (ความรู้ได้ในสิ่งที่ปรากฏนั้น)
เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ของรูปนาม
รู้ว่าความยินดียินร้าย เป็นเพราะการปล่อยใจไปในเวทนาทั้งหลาย
รู้ว่าทุกข์เกิดจากตัณหา รู้ว่าสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี รู้ว่าสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ
รู้เหตุปัจจัยของการเกิดและดับ



view